บทที่ 1 คนที่ได้ยิน
สุรีย์เพิ่งรู้ว่ามือของตัวเองสั่น ตอนเสียบกุญแจเข้ารูไม่ตรงเป็นครั้งที่สาม
เธอหันไปมองถนนหน้าบ้าน
รถเก๋งสีดำยังจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม กระจกหน้าสะท้อนแสงจากเสาไฟจนมองคนข้างในไม่เห็น เมื่อครู่มันตามเธอออกมาจากร้านถ่ายเอกสาร พอเธอเลี้ยวเข้าซอย รถก็เลี้ยวตาม
กุญแจหลุดจากมือกระแทกพื้น
โทรศัพท์ดังขึ้นพอดี
ชื่อที่ปรากฏทำให้เธอยืนนิ่ง ก่อนก้มเก็บกุญแจแล้วรับสาย
“ถึงบ้านแล้วหรือครับ”
“ค่ะ”
“เสียงเหมือนเหนื่อย ไปไหนมาหรือเปล่า”
“ซื้อของค่ะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“อย่าลืมกินยานะครับ ช่วงนี้คุณพักผ่อนน้อย”
“ค่ะ”
“แล้วเรื่องที่เราคุยกัน…”
สุรีย์กำกุญแจแน่น
“หนูจำได้ค่ะ”
“ดีครับ ผมเป็นห่วง”
เขาวางสายก่อน
เธอรอจนรถสีดำเคลื่อนออกจากซอย จึงไขประตูเข้าบ้าน ล็อกทั้งลูกบิดและกลอนบน แล้วลากเก้าอี้มาขัดไว้อีกชั้น
ในถุงกระดาษจากร้านถ่ายเอกสารมีสำเนาสิบสองแผ่น
สุรีย์วางมันบนโต๊ะกินข้าว ดึงโทรศัพท์ออกมาเปิดบทสนทนากับหมอธวัช ข้อความนัดหมายยังอยู่ที่เดิม
พรุ่งนี้สิบโมง มาที่ห้องทำงานได้ครับ
เธอพิมพ์คำว่า หนูขอไปคืนนี้ได้ไหมคะ แล้วลบทิ้ง
แต่เขารู้แล้ว
สุรีย์เหลือบมองประตู ก่อนแยกสำเนาสองแผ่นใส่ซอง เขียนชื่อธวัชลงไป ตัวหนังสือเอียงจนต้องเขียนนามสกุลใหม่
เสียงกริ่งดังขึ้น
เธอสะดุ้งจนปากกากลิ้งตกโต๊ะ
“พี่สุรีย์ ของมาส่งค่ะ”
เสียงเด็กสาวข้างบ้าน
เธอรวบกระดาษคว่ำลง เดินไปถามผ่านประตู
“ใครเอามา”
“คนส่งของค่ะ เขาฝากไว้บ้านหนูตั้งแต่เย็น”
สุรีย์เปิดประตูเพียงแง้มเดียว รับกล่องเล็กจากมือเด็ก
“ขอบใจนะ”
เธอรอจนเด็กกลับเข้าบ้าน จึงยกเก้าอี้ขัดประตูตามเดิม
กล่องไม่มีชื่อผู้ส่ง
ด้านในเป็นปุ่มเรียกพยาบาลพลาสติกสีครีม คราบเหลืองฝังอยู่ตามรอยต่อ สายไฟถูกตัดเหลือไม่ถึงคืบ
สุรีย์ปล่อยกล่องหล่นทันที
เธอจำรอยบิ่นข้างปุ่มได้
ครั้งหนึ่งมาลินีเคยยื่นมันให้เธอดู บอกว่ากดแล้วไม่มีใครมา สุรีย์รับปากว่าจะตามช่าง แต่สุดท้ายก็วางใบแจ้งซ่อมไว้ใต้แฟ้มอื่น
คืนนั้นเธอได้ยินเสียงเรียกจากห้องเจ็ด
เธอไม่ได้เข้าไป
สุรีย์ถอยจนชนขอบโต๊ะ
โทรศัพท์สั่นอยู่ข้างกองเอกสาร เธอคว้ามาดู เป็นหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกชื่อ
เธอปล่อยให้มันดังจนเงียบ
ไม่ถึงห้าวินาที สายใหม่ก็เข้ามา
คราวนี้เธอรับ
“เอามาให้ทำไม”
ปลายสายมีเสียงลมหายใจเบา ๆ
“ฉันถามว่าเอามาให้ทำไม!”
มีเสียงเสียดสีกับพื้นดังลอดมา ช้า หนัก เหมือนใครกำลังลากของบางอย่าง
แล้วเสียงผู้หญิงก็พูดขึ้น
“พี่สุรีย์”
เธอกดตัดสาย
โทรศัพท์หลุดลงบนโต๊ะ หน้าจอยังสว่าง เธอจ้องมันจนเริ่มแสบตา ก่อนคว้าขึ้นมากดโทรหาธวัช
ไม่มีคนรับ
เธอกดอีกครั้ง เดินไปดับไฟหน้าบ้าน มืออีกข้างพยายามรวบเอกสารใส่ถุง แต่กระดาษกลับหล่นกระจาย
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกล่องบนพื้น
ติ๊ง
สุรีย์หยุดหายใจ
มันเป็นเสียงสั้น ๆ ที่เธอเคยได้ยินตลอดกะดึก เสียงเดียวกับที่ดังตรงโต๊ะพยาบาลทุกครั้งเมื่อมีคนกดเรียก
เธอมองปลายสายที่ถูกตัด
ติ๊ง
คราวนี้ดังจากชั้นบน
ธวัชออกจากห้องน้ำขณะโทรศัพท์หยุดสั่น
เขาเห็นสายไม่ได้รับจากสุรีย์สองสาย จึงโทรกลับระหว่างหยิบแว่นบนหัวเตียง
ไม่มีคนรับ
ข้อความเสียงเข้ามาตามหลัง เขากดเปิดฟัง
“อาจารย์คะ หนูสุรีย์นะคะ”
เสียงเธอเบาและขาดเป็นช่วง
“พรุ่งนี้หนูอาจไปไม่ได้…หนูส่งของไว้ให้แล้วค่ะ ถ้ามีใครมาถาม อย่าบอกนะคะว่าหนูไม่ได้ยิน”
ธวัชขมวดคิ้ว
“คืนนั้นทุกคนได้ยินเสียงจากห้องเจ็ด”
มีเสียงกระแทกดังขึ้นหนึ่งครั้ง ตามด้วยเสียงสุรีย์หอบหายใจ
“หนูผิดเองที่ไม่เปิดประตู แต่หนูไม่ได้—”
ข้อความจบตรงนั้น
ธวัชกดโทรกลับทันที
สุรีย์ซุกโทรศัพท์ไว้ใต้กองผ้าที่รอรีด
หน้าจอสว่างขึ้นอีกครั้ง เธอเอาผ้าขนหนูคลุมทับ แสงจึงหายไป แต่เสียงสั่นยังดังเบา ๆ กับพื้นตะกร้า
ลูกบิดประตูห้องนอนหมุน
เธอถอยไปยืนชิดหน้าต่าง เหล็กดัดเย็นจัดเมื่อมือแตะ เธอเพิ่งเก็บกุญแจแม่แรงสำหรับเปิดช่องหนีไฟลงลิ้นชักเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนลูกสาวกลับมาเยี่ยมแล้วบ่นว่ามันเกะกะ
“สุรีย์”
เสียงผู้ชายเรียกจากอีกด้าน
“เปิดเถอะครับ เราคุยกันได้”
เธอเอามือปิดปาก
“คุณให้ผมมาเอง จำไม่ได้หรือ”
เธอหลับตา พยายามนึกว่ามือถืออยู่ตรงไหน จะคลานไปหยิบทันหรือไม่
“อาจารย์ธวัชยังไม่รู้อะไรค่ะ” เธอพูด “หนูยังไม่ได้บอก”
เสียงข้างนอกเงียบลง
แล้วเขาถามด้วยน้ำเสียงเดิม
“ผมถามถึงอาจารย์หรือครับ”
สุรีย์ทรุดลงข้างเตียง
ลูกบิดหยุดหมุน มีเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ก่อนประตูค่อย ๆ เปิดออก
ชายตรงหน้ามองตะกร้าผ้าเป็นอย่างแรก
เขาดึงโทรศัพท์ออกมา เห็นชื่อบนหน้าจอแล้วปิดเครื่อง จากนั้นจึงวางไว้บนตู้เสื้อผ้า สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง
“ลุกขึ้นครับ”
“หนูขอโทษ”
เขาเหลือบมองเตียง
“ปูผ้าให้เรียบร้อยก่อน คุณไม่ชอบนอนบนผ้ายับไม่ใช่หรือ”
เธอมองเขา น้ำตาไหลโดยไม่มีเสียง
“พรุ่งนี้ลูกหนูจะโทรมา”
“ครับ ผมรู้”
เสียงรถเข็นดังขึ้นกลางดึก
ล้อฝืดครูดผ่านหน้าห้องนอน หยุด แล้วขยับต่ออีกนิด
สุรีย์ลืมตา
ผ้าห่มคลุมถึงอก เธอพยายามยกแขน แต่ข้อมือถูกตรึงไว้กับข้างเตียง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจนแสบจมูก ทั้งที่เมื่อเย็นเธอยังได้กลิ่นกระเทียมเจียวจากบ้านข้าง ๆ
ประตูเปิดค้างอยู่
ทางเดินนอกห้องยาวกว่าที่ควรเป็น
ใต้หลอดไฟดวงสุดท้าย มีผู้หญิงนั่งอยู่บนรถเข็น ศีรษะก้มจนผมปิดหน้า เท้าเปล่าสองข้างลากกับพื้น
สุรีย์พยายามเรียก แต่เสียงออกมาเพียงลม
ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ เงยหน้า
มาลินีมองเธออยู่นาน ก่อนเลื่อนสายตาไปยังปุ่มเรียกบนหมอน
คราวนี้สายของมันยาวลงไปถึงพื้น และทอดหายเข้าใต้เตียง
“กดสิคะพี่”
เสียงนั้นแหบจนแทบฟังไม่ออก
“ลองดูว่าจะมีใครมาไหม”
